1
00:00:16,710 --> 00:00:24,110
รายการนะครับ เอสโซ่ นี้ 
เป็น ส่วน ของ ชิลล์ ชิลล์ สกิล 

2
00:00:24,110 --> 00:00:28,030
ตี้ นะ ครับ วันนี้จะ พูด ถึง 
เรื่องของ เพน เทส และ 

3
00:00:28,030 --> 00:00:30,870
ประสบการ ณ ์ จริงจริง เอพ พิ โซด
นี้ก็ เป็น เอพ พิ โซด ที่ เ 

4
00:00:30,870 --> 00:00:34,750
หมือน จะ บ่น ก็ว่า ได้ นะ ครับ 
คือ ด้วย ความ ที่ ล่าสุด มี แบบ 

5
00:00:35,190 --> 00:00:39,630
ผมมี ไป ส่วน หนึ่ง ของของ บริษัท
เออ ที่ นึง แล้วกัน แล้วก็ ทีนี้

6
00:00:39,630 --> 00:00:41,270
เค้า ก็มี เรื่องของ เพน เทส 
จูเนียร์ เข้ามา 

7
00:00:42,470 --> 00:00:42,710
เป็นเน็ตจูเนียร์เนี่ย 
ทําผลงานออกมาได้ค่อนข้างไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่

8
00:00:42,710 --> 00:00:53,280
โดยที่มีการพูดถึงในเรื่องของผลการบินที่ส่งมาให้ทีมเดฟ
ซึ่งเผอิญตัวของไอ้เดฟที่ว่าเนี่ย

9
00:00:53,480 --> 00:00:54,280
มันหมายถึงว่าแอพพลิเคชั่นที่ว่ามันถูกเคยถูกโจมตีมาก่อนนะครับ
แล้วผมก็เข้าไปอินเตอร์ 

10
00:01:01,440 --> 00:01:02,320
ช่วยในเรื่องของการจัดการ 
insident ให้ทีนี้ พอ 

11
00:01:02,320 --> 00:01:04,560
เป็นการรีเทสติ้ง คือมันมี park 
นึงอ่ะนะ ในตัวของ internet 

12
00:01:04,560 --> 00:01:05,480
คือเรื่องของตัวเออ action take 
นะครับ เป็นเป็นการทําเพื่อ 

13
00:01:12,750 --> 00:01:15,190
Improvement ก็ปรากฎว่า 
เป็นส่วนของการที่ให้เข้ามาทํารีเทสเรื่องของเพื่อจะดูว่าโอเค

14
00:01:15,950 --> 00:01:17,430
ตัวของแอพพลิเคชั่นมีช่องโหว่อยู่ไหมนะครับ
ซึ่งพอ 

15
00:01:17,510 --> 00:01:32,630
ทําไปแล้วมีการรีพอร์ตเข้ามาแล้วก็
ค่อนข้างจะยึดโยงไปที่เรื่องของตัว

16
00:01:35,550 --> 00:01:37,750
แอปพลิเคชันในที่นี้ก็ได้เป็นพวก 
money assessment to 

17
00:01:37,750 --> 00:01:39,550
ต่างต่างเช่นตัวของ nextus อ่า 
หรือตัวของเบิร์ด week เอง 

18
00:01:39,550 --> 00:01:40,870
หรือจะเป็นตัวของ accodex 
เองก็แล้วแต่นะครับ 

19
00:01:41,150 --> 00:01:41,870
ก็มีการสแกนเข้ามาแล้วก็บอกผลซึ่งมีข้อนึงบอกว่า
เป็นตัวของ 

20
00:01:53,030 --> 00:01:54,950
นะครับ ก็คือเป็นแบบ clinical 
เลยให้เป็น critical เลย 

21
00:01:54,950 --> 00:01:55,510
ซึ่งผมก็อ่านแล้วก็เฮ้ย 
ทําไมให้เป็น crisistical 

22
00:01:55,510 --> 00:01:56,870
มันตรวจสอบอะไรแล้วยังนะ 
เราก็เลยได้ทําการส่งไปนะครับ 

23
00:01:56,870 --> 00:01:59,110
ตอบหรือถามไปทางฝั่งของคนที่ทําเป็น
test ว่า เอ้ย อันนี้คุณทํา 

24
00:02:11,070 --> 00:02:11,790
เพนเทสต์เนี่ย คุณยึดจากผล 
หรือว่าคุณวิเคราะห์ด้วย 

25
00:02:11,990 --> 00:02:13,270
ถ้าคุณวิเคราะห์ด้วยทําไมข้อนี้สุดท้ายเป็น
critical 

26
00:02:13,270 --> 00:02:13,990
มันมีความแตกต่างกันยังไงกับตัวของพฤติกรรม
การทํางาน ปกติกับตัวของที่ว่า 

27
00:02:13,990 --> 00:02:26,390
ถ้า det say 
เข้าผ่านผ่านหนึ่งนะครับ 

28
00:02:26,390 --> 00:02:26,830
ผมไม่สามารถบอกได้แล้วกันนะว่ามันเป็นประมาณไหน
แต่ว่าก็เป็นผ่านที่เรียกว่า 

29
00:02:26,830 --> 00:02:28,430
ถ้าชื่อมันดู save นะครับ 
แต่ว่าจริงจริงแล้วเราพอเราดูแล้วเนี่ย

30
00:02:28,430 --> 00:02:29,430
มันเหมือนเป็นพฤติกรรม การทํางาน 
ปกติมากกว่า 

31
00:02:29,430 --> 00:02:30,070
ก็เลยเป็นคําถามกลับไปว่าอะไร 
แล้วคุณตรวจสอบมั้ยว่าการทํางาน 

32
00:02:30,070 --> 00:02:31,990
ปกติกับตัวของ request 
ที่คุณบอกว่าคุณเข้า sensitive 

33
00:02:31,990 --> 00:02:34,030
information sensitive part 
ได้เนี่ย 

34
00:02:34,030 --> 00:02:50,230
มันมีความแตกต่างกันยังไง 
เขาก็ไม่ตอบ 

35
00:02:50,230 --> 00:02:52,230
เขาก็พยายามจะยื้อไปที่เรื่องอื่นเรื่องของ
lab of อะไรอ่ะ แล็ป off 

36
00:02:52,230 --> 00:02:53,110
auditation 
หรืออะไรอย่างเงี้ยนะครับ 

37
00:02:53,390 --> 00:02:55,110
ซึ่งผมก็ถามย้ําซ้ําไปอีกครั้งว่า
request ปกติกับ request 

38
00:02:55,110 --> 00:02:55,430
ที่คุณเรียกเนี่ยไปที่ผาดผ่านนั้นเนี่ย
มันมีความแตกต่างกันไหม ถ้าตัวของ

39
00:02:55,430 --> 00:02:57,430
pickation มันทํางานที่เหมือนกัน 
แล้วทําไมคุณให้ engritical เขา 

40
00:02:57,750 --> 00:02:58,790
ก็เอาแมวออมมันกลับมาว่า เออ 
อย่างไรก็ตามถ้าสมมุติคุณคิดว่า 

41
00:02:58,790 --> 00:02:58,870
เป็นโลเดี๋ยวเราหลับเป็นโลว์ให้ผมก็ถามย้ําไปว่า
อ้าว 

42
00:03:17,440 --> 00:03:17,920
แล้วตอนแรกที่คุณประเมินน่ะ 
คุณประเมินยังไงคุณได้ให้ข้อมูลหลักฐานไหมว่ามันการ

43
00:03:17,920 --> 00:03:18,720
request ปกติกับการ request 
ที่คุณบอกว่าคุณเข้าเซนซิทีฟผ่านได้เนี่ย

44
00:03:18,720 --> 00:03:19,600
มันมีความแตกต่างกันยังไง 
คุณให้ข้อมูลได้ไหม 

45
00:03:19,760 --> 00:03:21,840
ซึ่งเขาก็ไม่ตอบครับ ก็ก็วนไป 
เรื่องเดิมก็วนอยู่ในนั้น 

46
00:03:21,840 --> 00:03:24,600
จนกระทั่งผมอะ ถ้างั้นผมขอ 
request 

47
00:03:24,600 --> 00:03:25,640
เปลี่ยนคนละกันในการทําแบรนด์คือในตัวของการทําเป็น
test เองครับ 

48
00:03:25,640 --> 00:03:26,080
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า 
เป็นสําคัญเลย 

49
00:03:26,080 --> 00:03:48,520
คือการที่เราต้องประเมิน 
ตัวของความเ 4 

50
00:03:48,560 --> 00:03:49,640
ยงได้อย่างเหมาะสมการประเมินความเ4
ยงได้อย่างเหมาะสมมันก็ต้องว่าไปด้วยตัวของ

51
00:03:55,510 --> 00:04:01,360
ค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นค่าของความยากง่ายในการโจมตีความ
เป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีนะครับ

52
00:04:01,360 --> 00:04:02,960
ประเด็นคือพอมันตีความแบบนั้นไม่ได้หมายถึงว่าประเมินออกมาไม่ได้มันก็ตอบไม่ได้หรอก
มันคือความเ 4 

53
00:04:03,720 --> 00:04:04,240
ยงแล้วคุณไปให้เป็นคริติคอล 
หรือให้เป็นคุณเป็นโลว์ 

54
00:04:13,030 --> 00:04:13,670
ไปเลยเนี่ย 
โดยที่ไม่มีหลักการเหตุและผลเนี่ยอันเนี่ย

55
00:04:13,670 --> 00:04:19,829
ผมว่ามันมันไม่ดีสักเท่าไหร่นะครับ
ในมุมเนี้ย 

56
00:04:19,829 --> 00:04:20,070
ผมก็บอกทางลูกค้าแหละว่าเออแบบเฮ้ย
ถ้าคือต่อให้ตัวของแอปพลิเคชันนั้นมีการถูกโจมตีมาก่อนหน้านี้ถูกแฮกไปก่อนหน้านี้แต่มันไม่ได้หมายความว่าการทําเป็นเทสต์ทุกทุกครั้งกับตัวของแอปพลิเคชันนั้นนั้นมันจะไม่สีเขียวนะครับ

57
00:04:20,070 --> 00:04:20,470
คือเค้าอาจจะแก้ไข 
จนกระทั่งว่าแอปพลิเคชันมันดีแล้วก็ได้แต่กลับกันคุณดันไปใช้ตัวของวีเอทูในการสแกนแล้วคุณก็มาบอกว่า

58
00:04:20,470 --> 00:04:21,070
เออ นี่มันมีแอปพลิเคชัน 
มีช่วงเวิร์ลที่ค่อนข้างรุนแรง 

59
00:04:21,070 --> 00:04:47,120
นู่นนี่นั่นอะไรอย่างเงี้ย 
โดยที่ไม่มีหลักการเหตุและผล 

60
00:04:47,120 --> 00:04:47,760
ผมว่ามันไร้สาระไปหน่อยคือดังนั้นผมก็ตอบไปอย่างชัดเจนแหละว่า
เออ ถ้าสมมติว่าคุณไม่สามารถที่ 

61
00:04:58,190 --> 00:04:59,390
ให้ได้อย่างเหมาะสมว่าเพราะอะไร 
หรือคุณบอกว่าโอเค 

62
00:04:59,710 --> 00:05:00,510
อันนี้เป็นฟอลต์ไม่เป็นความผิดพลาดของเค้าเอง
ถ้าเค้าไม่ตอบ 

63
00:05:05,390 --> 00:05:08,390
ผมก็ขอรีเควสให้เปลี่ยนคนทํา 
เพราะผมมองว่ามันไม่มีประโยชน์กับทีมแอพทีมแอพควรจะได้ผลการเป็นทีเอสที่เหมาะสมมากกว่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การเอาผลลัพธ์จากตัวของเครื่องมือมาสแกนเพราะอย่างเคยเคยพูดถึงนะครับว่าตัวของทําวีเอเพนเทสกับวีเอกับเพ็นเทสมีความแตกต่างกัน

64
00:05:08,390 --> 00:05:10,030
ผลการทําก็แตกต่างกัน 
การวิเคราะห์ก็แตกต่างกันทุกอย่างมันมีความแตกต่างกันในดีเทลทั้งหมดเลยนะครับ

65
00:05:10,030 --> 00:05:33,160
ดังนั้นเนี่ย 
การทําวีเอแล้วก็บอกเป็นผมเป็นเทสต์

66
00:05:33,160 --> 00:05:33,760
ผมยอมรับไม่ได้ 
ถ้าพูดตามตรงดังนั้นเนี้ยผมก็เลยคิดว่าไม่เหมาะสมครับ

67
00:05:33,760 --> 00:05:34,080
แล้วก็เลยมองว่า 
เป็นส่วนที่เค้าควรจะต้องปรับปรุงและแก้ไข

68
00:05:34,080 --> 00:05:34,680
ไม่ว่าจะเป็นคนที่ปฏิบัติงานเองจะบอกว่าเค้าเป็นจูเนียร์แล้วผิดพลาดไม่ได้เลยก็ไม่ถูกยิ่งเป็นจูเนียร์
มันก็ยิ่งจะบอกได้แหละว่าคือเค้าควรจะผิดพลาดได้

69
00:05:34,680 --> 00:05:35,160
และควรเค้าจะปรับปรุงให้ดีขึ้น 
ไม่ใช่อาศัย 

70
00:05:57,030 --> 00:06:00,790
ว่า โอเค ฉันอยู่ เพ็ นที เอส ทีม
แล้วฉัน ทําเพ็ นที ชุ่ย อะไร 

71
00:06:00,790 --> 00:06:05,190
มาก็ ได้ อันนั้น ผมไม่ เห็น 
ด้วย นะ ครับ ก็ เรียก ว่า 

72
00:06:05,190 --> 00:06:08,550
เป็น ประสบการ ณ ์ อันนึง ละกัน 
นะ ครับ ที่ ผมคิดว่า เป็น 

73
00:06:08,830 --> 00:06:10,670
ส่วน ที่ 
ต้องเอามาใช้ในการประเมินตัวของช่วงโหวดต่างต่างให้เหมาะสมมากขึ้น

74
00:06:10,670 --> 00:06:12,350
การให้เหตุและผลที่เหมาะสมจะนําไปสู่เรื่องของ
การให้ priority 

75
00:06:12,350 --> 00:06:25,830
หรือความสําคัญในการฟิกช่องโหว่ในหลายหลายอย่างอย่างเหมาะสมมากกว่านะครับ
โอเค episode นี้ประมาณนี้ครับ 

76
00:06:25,830 --> 00:06:26,350
ขอบคุณทุกท่านเข้ามาติดต่อขอบพระคุณใหม่สําหรับวันนี้ลากันไปก่อน
สวัสดีครับ

