1
00:00:16,309 --> 00:00:17,300
สวัสดีครับกลับมาแข่งกับชิวโกตี๋บ้าเซ็กซ์เพกาผมสุเมธจิตภักดีปริ้นดำเนินรายการนะครับแอดมินสุริยะโสดของวันจันทร์ซึ่งก็คือเรื่องของสกิลเด่นนะครับวันนี้จะพูดถึงเรื่องของกฎ
10 23 10 

2
00:00:17,310 --> 00:00:58,940
ของการใช้เพาเวอร์พอยท์นะครับอันนี้เป็นเอาข้อมูลมาจากทางฝั่งของเพจที่ชื่อว่าเขียนไว้ให้เธอนะครับก็จะเป็นเรื่องของการนำเสนอตัวของเพราะอย่างไรให้มีประสิทธิภาพนะครับโอเคในโลกของการนำเสนอไอเดียทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอโครงการทั่วไปหรือว่าประชุมตามปกติทั่วไปหรือแม้กระทั่งการไปผิดตัวงานกับทางนักลงทุนนะครับ
โปรแกรมเพราะถือเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ประกอบการและก็พนักงานหรือแม้กระทั่งผู้บริหาร

3
00:00:59,580 --> 00:01:03,830
ที่จำเป็นต้องใช้ในการนำเสนอนะครับ
ทีนี้มันมีกฏของการนำเสนอเพาเวอร์พอยท์ของทางคุณกายคาวาซากินะคะผู้ที่เคยทำงานที่แอปเปิ้ลก่อนผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนและก็เป็นที่ปรึกษาบริษัทระดับโลกหลายแห่งนะครับนอกจากนั้นคุณกายก็ยังเป็นที่นักเล่าเรื่องทางธุรกิจที่เก่งมากเขาเล่าถึงกฎการใช้งานเพาเวอร์พอยท์ของคุณกายมีกฏง่ายๆอยู่

4
00:01:03,840 --> 00:01:29,370
3 ตัวครับ หนึ่ง คือ 
สไลด์แต่ละครั้งเนี่ยไม่ควรจะเกิน

5
00:01:29,380 --> 00:01:33,220
10 สไลด์นะครับ สอง 
คือใช้เวลาพูดไม่ควรเกิน 20 

6
00:01:33,230 --> 00:01:34,240
นาทีและ 3 
ควรใช้ฟอนต์ไม่เล็กกว่าไซส์ 30 

7
00:01:34,250 --> 00:01:36,080
นะครับหรือกด 10 23 10 
นั้นเองนะครับเหตุผลที่เราควรเตรียมไม่ควรเกิน

8
00:01:36,090 --> 00:01:36,580
10 
สไลด์นั้นคุณกายบอกว่าเมื่อคนส่วนใหญ่มักจะไม่

9
00:01:36,590 --> 00:02:07,250
3 ารถจดจำได้เกิน 10 
คอนเซ็ปต์หลักทั่วไปในมุมมองของการนำเสนอโครงการใหม่ๆเพื่อชักชวนให้ลงทุนก็ควรจะประกอบไปด้วยปัญหาทางแก้บิสิเนสโมเดลอันตรายเทคโนโลยีมาร์เก็ตติ้งแอนด์เซลส์คอมเพทติชั่นทีมโปรดักชั่นไทม์ไลน์ละก็คอนทัวร์แอ็คชั่นในแบบ

10
00:02:07,890 --> 00:02:08,539
ซึ่งในส่วนนำเสนอตรงส่วนนี้เนี่ยก็จะเห็นว่ามันจะเป็นเรื่องของการพยายามโฟกัสไปที่ตัวของหัวใจหลักของการนำเสนออย่ามีไส้เยอะเกิน
10 

11
00:02:08,550 --> 00:02:20,650
เพราะมันจะทำให้เยอะจนคนจำอะไรไม่ได้เลย
รายการที่ สอง 

12
00:02:20,660 --> 00:02:20,990
ครับคือเราควรนำเสนอไมเคิลไม่ควรเกิน
20 

13
00:02:21,000 --> 00:02:28,130
นาทีนะครับเพราะว่าส่วนใหญ่การนัดประชุมกันจะมีเวลาเป๊ะนะครับประมาณ
หนึ่ง 

14
00:02:28,140 --> 00:02:29,250
ชั่วโมงกว่าจะเสียบปลั๊กเปิดคอมหรืออะไรก็แล้วแต่เนี่ยก็จะหมดเวลาอยู่แล้วนะครับบางคนออกก่อนก็หายไป
10 

15
00:02:29,260 --> 00:02:29,730
นาทีแล้วนะครับคนส่วนใหญ่ก็มีความอดทนต่ำในการฟังและก็ยิ่งยุคสมัยนี้ก็ยิ่งมีสมิธสมาธิสั้นลงเรื่อยๆนะครับการฟังประมาณ
20 

16
00:02:29,740 --> 00:02:53,680
นาทีเนี่ยถือเป็นเรื่องเต็มที่แล้วนะครับนอกจากนั้นก็จะมีเวลาเหลือในการเรื่องของคิวเอ็นเอเคชั่นอานเซอร์นะครับ
นักการที่ 3 

17
00:02:53,690 --> 00:02:54,780
ก็คือเรื่องของการใช้ฟอนต์ไม่เล็กกว่าไซส์
30 

18
00:02:54,790 --> 00:03:41,040
นะครับเพราะเวลาทำเขาก็พลอยตัวเล็กๆนอกจากจะไม่อาจจะแสดงถึงความไม่มั่นใจในตัวเองที่ต้องใส่มาเพื่อลืมว่าเหยื่ออยู่แล้วนะครับก็ยังทำให้เราต้องมานั่งอ่านสไลด์ให้ผู้ฟังลักษณะกริยาแบบนี้เนี่ยบ่งบอกถึงความไม่รู้นะครับและก็ทำให้ผู้อ่านอ่านตามแล้วก็มักจะอ่านจบก่อนเราซะด้วยนะครับยิ่งใช้ฟอนต์เล็กยิ่งไม่น่าสนใจคนฟังต้องพยายามอ่านก็ยิ่งเหนื่อยนะแต่เราใช้ฟอนต์ใหญ่กล้าจะทำให้เราต้องทำเข้าใจเรื่องที่จะพูดมากขึ้นมั่นใจขึ้นและก็เล่าได้เป็นความเป็นธรรมชาติมากขึ้นนะครับ
คุณกายให้คำแนะนำคำขำไว้อีกว่าถ้าไม่แน่ใจควรใช้ฟอนต์ใหญ่ใส่เท่าไหร่เนี่ยให้ดูว่าให้เอาอายุคนที่แก่ที่สุดในห้องแล้วหาร

19
00:03:41,050 --> 00:03:41,500
สอง 
เอาก็ได้นะครับซึ่งจริงๆแล้วก็แล้วแต่หลักๆของแต่ละคนนะครับหลักสูตร

20
00:03:41,510 --> 00:03:43,930
10 23 10 
เนี่ยเป็นประโยชน์มากในการใช้เพาเวอร์พอยท์โดยมีการให้ตัวของคนฟังเป็น

21
00:03:43,940 --> 00:04:13,010
ศูนย์ 
กลางโดยเฉพาะคนฟังที่ยุ่งประชุมทั้งวันมีสมาธิสั้นและความอดทนต่ำการควบคุมสไลด์ไม่ให้เกินไปกว่านี้เวลาไม่ให้ยืดเยื้อไปและก็ฟอนต์ที่ดูง่ายประกอบการฟังเพลินจึงเป็นพื้นฐานที่ดีที่จะปูทางไปสู่เรื่องที่เราอยากนำเสนอไม่เช่นนั้นแล้วแทนที่เพาเวอร์พอยท์จะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ

22
00:04:13,260 --> 00:04:19,410
อาจกลายเป็นอุปสรรคเอาง่ายๆอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยก็เป็นไปได้เหมือนกันนะครับ
ก็อันนี้เป็นเรื่องของตัวการปรับการนำเสนอเนอะว่าเวลาที่เราใช้สไลด์เราสร้างสไลด์ขึ้นมาจะทำอย่างไรให้มันเข้าตากรรมการหรือว่าเค้าตัวของผู้ที่รับฟังได้อย่างเร็วที่สุดนะครับซึ่งไอ้กฎของ

23
00:04:19,420 --> 00:05:01,660
10 23 10 นี่ก็ถือว่าเป็น 
การพยายามโฟกัสในตัวของหัวข้อหลักที่เราต้องการจะพูดจริงๆนั่นเองนะครับแต่ว่าอย่างที่พูดถึงครับในกรณีของการนำเสนอจริงมันก็มีหลากหลายรูปแบบนะครับดังนั้นเนี่ยพันนึงก็จะเป็นเรื่องของการพยายามปรับประยุกต์ให้กับเข้ากับตัวขององค์กรบริบทขององค์กรอีกต่างหากนะครับโอเคก็ประมาณนี้นะครับเอ็กโซนี้ขอบคุณข้อมูลดีๆและพบกันใหม่สำหรับวันนี้ลากันไปก่อนสวัสดีครับ

